นิสิตภาควิชาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โชว์  3  ผลงาน นิสิตภาควิชาทัศนศิลป์ มมส โชว์ผลงานจากขยะไร้ค่า สู่มิติความงามทางศิลปะ สะท้อนวิถีชีวิตด้วยองศาแห่งแสงเงา โดยได้เผยแพร่ไปในสื่อสังคมออนไลน์ และมีผู้คนสนใจและชื่นชมและแชร์ผลงานสร้างสรรค์นี้เป็นจำนวนมาก วันนี้สาร MSU ONLINE จะพาทุกท่านไปรู้จักและพูดคุยกับเขา ในเงาสะท้อนของผลงานทั้ง 3 ชิ้นนี้  ว่าเขามีแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างไรบ้าง ผ่านบทสัมภาษณ์นี้ ตามเรามาดูกันค่ะ



แนะนำตัว
  นายธานินท์ ใจบุญ (ชื่อเล่นดรีม) นิสิตชั้นปีที่ 3 เอกจิตรกรรม สาขาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหาสารคามครับ

เพราะชื่นชอบในงานศิลปะ จึงเดินทางมาเติมความฝัน เลือกเรียนในสาขาทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  พึ่งมารู้ตัวว่าตัวเองชื่นชอบงานศิลปะ ช่วงเรียนม.5 ทำให้มีแรงบันดาลใจที่อยากจะวาดรูปเป็น และทำงานศิลปะได้จึงฝึกฝน หัดวาดรูปและเรียนรู้จากจากยูทป ฝึกวาดรูปได้ประมาณ 2 เดือน เลยตัดสินใจนำผลงานใส่พอร์ต ยื่นสมัครเรียน ในรอบเด็กดีมีที่เรียนที่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม แห่งนี้ครับ

ผลงานลักษณะ รูปแบบ ที่เราจัดทำขึ้นนี้มีชื่อเรียกไหมคะ?
  เรียกว่า ศิลปะสื่อผสม (MIXED MEDIA ART) ในทางทัศนศิลป์  หมายถึง ผลงานที่เกิดจากการสร้างสรรค์ด้วย การใช้สื่อวัสดุต่างชนิด และกลวิธีการสร้างตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป เข้ามาผสมผสานกันในผลงานชิ้นนั้น ให้เกิดเป็น องค์ประกอบภาพสวยงามกลมกลืนครับ



แนวคิด/แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบนี้?
  ได้แรงบันดาลใจมากจากศิลปินต่างชาติ เห็นศิลปินเขาทำงานศิลปะใช้แสงจากหลอดไฟส่องใส่วัสดุเพื่อให้เกิดเงา ผมเห็นเขาทำแล้วรู้สึกทึ่งมาก จึงเกิดแรงบันดาลใจและนำกลับมาทดลอง และนำมาต่อยอดครับ

บุคคลต้นแบบทางศิลปะที่เราชื่นชม/ชื่นชอบ?
  Tim Noble and Sue Webster    

เราใช้เวลาในการสร้างสรรค์ผลงาน กว่าจะได้ผลงานที่ออกมาลักษณะสมบูรณ์แบบนี้นานไหมคะ?
  ใช้เวลาทดลองอยู่ประมาณ  ประมาณ 7-8 เดือนครับ (ใช้เวลาว่างระหว่างเรียน) จึงผลงาน 3 ชิ้นที่เป็นกระแสอยู่ตอนนี้ครับ  โดยแต่ละชิ้นใช้เวลาในการจัดทำประมาณ 1 เดือนครับ



            เริ่มจากผลงานชิ้นแรก “เงาภาพนายก” งานชิ้นนี้มีเเรงบันดาลใจมาจาก สังคมบริโภค ความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจ โดยที่ผมมีความคิดนำเอาขยะ หรือสิ่งของที่ผู้คนได้บริโภคหมด และได้นำไปทิ้ง อยากจะนำขยะเหล่านี้ วัสดุ สิ่งของที่ผู้คนมองว่ามันเป็นขยะ เและผู้คนมองว่ามันไม่มีคุณค่า มันไม่มีประโยชน์เเก่พวกเขา จะทิ้งตรงไหนก็ได้ การกระทำเหล่านี้ทำให้สภาพเเวดล้อมไม่น่าอยู่ ผมจึงตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าขยะเหล่านี้มันมีคุณค่าขึ้นมาล่ะ ผู้คนจะนำมันไปทิ้งตามข้างทาง หรือสถานที่ ที่ทำให้สภาพสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมหรือไม่ จึงเกิดเเนวคิด สร้างคุณค่าให้แก่ขยะเหล่านี้ขึ้นมาใหม่ (ขยะเหล่านี้ไม่ใช่ขยะที่เน่าเหม็น วัสดุทุกชิ้นได้ผ่านการเช็ดล้างเป็นที่เรียบร้อย) จึงทำให้เกิดงานชิ้นนี้ขึ้นมาครับ



        สำหรับเทคนิคกลวิธี เริ่มจากการใช้วัสดุที่เกี่ยวข้องกับสังคมบริโภค ความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจ นำมาสร้างคุณค่าของวัสดุเพื่อที่จะสะท้อนกับสังคม วัสดุที่เลือกใช้ มีกระป๋องน้ำอัดลม ขวดน้ำพลาสติก ไม้ไอศกรีม เพื่อที่จะสื่อถึงสังคมบริโภคในยุคปัจจุบัน  และ ซอง และ กล่องลังบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพื่อที่จะสื่อถึงความเป็นอยู่และเศรษฐกิจ หรือกลุ่มคนที่มีฐานะทางการเงินระดับกลางลงมาถึงกลุ่มคนที่ฐานะทางการเงินระดับล่าง เศรษฐกิจไม่ดี จึงทำให้ไม่มีเงิน และกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพื่อที่จะประทังชีพ ในตัวงาน ใช้เเสงไฟส่องผ่านวัสดุ เพื่อที่จะให้เกิดเเสงเงาของวัสดุบนผนัง เริ่มจากจากขึ้นโครงสร้างจากเศษกระดาษลัง และไม้ไอศกรีม เพื่อที่จะทำโครงสร้างของรูปพอตเทรต และรูปพอตเทรตที่ตนสร้างขึ้นคือรูปของนายก ซึ่งเป็นผู้นำ เพื่อที่จะให้คนดูเห็นถึงความหวังจากประชาชน หวังกับนายก มีความหวังว่าเศรษฐกิจบ้านเมืองจะดีขึ้นครับ


      
          ผลงานชิ้นที่ 2 ชื่อผลงาน “คึดฮอด”  กระติบข้าวเหนียวรูปคุณยายนั่งจักสาน มีเเนวคิดทำเกี่ยวกับสังคมชนบท(ชนบทในภาคอีสาน) เมื่อพูดชนบท ตนนึกถึงบ้าน ที่อยู่ในจังหวัดหนึ่งของภาคอีสาน นาน ๆ ครั้งที่ตนจะได้กลับบ้าน กลับไปหาครอบครัว กลับไปหาพ่อแม่ และทุกๆครั้งที่กลับบ้านจะมีความสุขมาก ๆ เจอสังคมที่อบอุ่น เจอผู้ใหญ่ที่เอ็นดูมากมาย เมื่อตนใช้ชีวิตอยู่บ้านมาเป็นระยะหนึ่งแล้ว ก็ถึงเวลาที่จำเป็นต้องกลับมาทำหน้าที่ของตัวเองต่อ โดยการกลับมาเรียนที่มหาวิทยาลัย จึงมีแรงบันดาลใจในการทำงานชิ้นนี้มาจาก การนึกถึงบ้าน การคิดถึงคนในครอบครัว คิดถึงบรรยากาศที่คุ้นเคยในชุมชนที่ผมได้เติบโตมา สิ่งที่คุ้นเคย เคยเห็นมาตั้งเเต่เด็ก คือคนในครอบครัว หรือคนในชุมชนของผมได้นำเอาภูมิปัญญาพื้นบ้านมาสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้เเก่ครอบครัว โดยการนำเอาไม้ไผ่มาสร้างเครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องจักสาน สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมทึ่งมาก จากไม้ไผ่ธรรมดา คนในภาคอีสานสามารถนำมาสร้างประโยชน์จากไม้ไผ่ได้ตั้งมากมาย ภูมิปัญญาพื้นบ้าน นำเอาไม้ไผ่มาสร้างประโยชน์ ทำให้ผมเกิดเเรงบันดาลใจที่อยากจะนำเอาไม้ไผ่มาสร้างประโยชน์ สร้างคุณค่าทางด้านศิลปะ เพื่อที่จะให้สังคมได้เห็นว่า นอกจากนำไม่ไผ่มาสร้างเครื่องมือ เครื่องใช้แล้ว ยังสามารถนำไม้ไผ่มาสร้างคุณค่าทางด้านงานศิลปะได้ด้วย



        สำหรับเทคนิคในการทำ เริ่มจากการสร้างฐานของงานซึ่งเป็นกระติบข้าวเหนียวขนาดใหญ่กว่าปกติ เพื่อที่จะสื่อความหมายของการคิดถึงบ้าน คิดถึงคนในครอบครัว เพราะว่ากระติบข้าวเหนียวสามารถทำให้คนในครอบครัวของมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันได้ กินข้าวด้วยกัน พูดคุยกัน เป็นช่วงเวลาที่ดูอบอุ่นมาก จากนั้น ใช้เเสงไฟส่องผ่านวัสดุ เพื่อที่จะให้เกิดเเสงเงาของวัสดุบนผนัง นำเอาไม้ไผ่มายึดติดกับกล่องลัง เพื่อขึ้นโครงสร้างไว้รับน้ำหนักของวัสดุที่จะนำมาสร้างเงา วัสดุที่เลือกใช้ มี ไม้ไผ่ กระดาษลัง ลวด เมื่อได้โครงสร้างรับน้ำหนักของวัสดุที่จะนำมาสร้างเงาแล้ว เริ่มนำเอาไม้ไผ่เเละกระดาษลังมาตัดเป็นชิ้นส่วนตามขนาดที่เหมาะสม เเละติดทับกันไปเรื่อยๆให้เกิดเงาบนผนังตามต้องการ และเเสงจากหลอดไฟส่องมากระทบกับวัสดุ เเละได้เกิดเงาบนผนังเป็นรูปหญิงชราที่กำลังนั่งจักสานอยู่ เพื่อที่จะสื่อความหมายว่า  ผมผู้สร้างงานชิ้นนี้กำลังคิดถึงยาย เเละยายมีความผูกพันกับงานจักสานที่ด้านหน้า ซึ่งเป็นวัสดุที่ทำให้เกิดเงานี้ขึ้นมาครับ



        และในตัวงานชิ้นนี้ ผมได้สร้างรูปทรงปลาตะเพียนจากความทรงจำที่มีเเม่กำลังสร้างปลาตะเพียนให้เล่นในวัยเด็กของผมเอง  จำนวน 3 ตัว ปลาตะเพียนตัวเล็กที่สุดอยู่ทางด้านซ้ายมือของงาน ปลาตะเพียนตัวเล็กตัวนี้เเทนค่าให้เป็นผมเอง ซึ่งปลาตะเพียนตัวเล็กกำลังแหวกว่ายผ่านไม้ไผ่ที่มีรูปทรงคดเคี้ยว เเละรูปทรงที่ตรง ทิศทางที่ปลาตะเพียนตัวเล็กกำลังจะไป คือทิศทางของเเสงจากหลอดไฟ สื่อความหมายว่า ผมเป็นนิสิตวิชาศิลปะ เส้นทางที่ผมกำลังเดิน มันจะเจอเส้นทางที่ดีบ้าง หรืออาจจะเจอเส้นทางที่มีเเต่อุปสรรค สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสีสันของชีวิต ไม่ว่าจะยาก จะง่าย ผมต้องไปให้ถึงเป้าหมายที่ผมตั้งเอาไว้ให้ได้
        ปลาตะเพียนขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ผมเเทนค่าให้เป็น เเม่กับพ่อ ซึ่งปราตะเพียนขนาดกลางเเละใหญ่ ได้สร้างไว้ทางด้านขวามือของงาน ทิศทางที่ปลาตะเพียนสองตัวนี้กำลังมองไปคือ ทิศของปลาประเพียนตัวเล็กที่เเหวกว่ายอยู่ทางด้านซ้ายมือของงาน สื่อถึง เเม่กับพ่อที่กำลังจ้องมองดูลูกตัวเองด้วยความห่วงใย เเละหวังว่าสักวันหนึ่งลูกจะประสบความสำเร็จ สมหวังดั่งปรารถนาครับ



        ชิ้นที่มีผู้ให้ความสนใจที่สุดคือผลงาน  “คนเร่ร่อน” มีเเนวคิดทำเกี่ยวกับสภาพเเวดล้อมของ คนเร่ร่อน จากสังคมในเมือง และจากประสบการณ์ที่เคยพบเจอในชีวิตจริง นำความบันดาลใจนั้นมาสร้างสรรค์ แสดงออกเป็นผลงานศิลปะ และด้วยผมเป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาอยู่ในสังคมเมือง เพื่อทำงานหารายได้และศึกษา ทุกครั้ง เมื่อเดินทางจะมีความรู้สึก และเห็นบางอย่างในสังคมเมือง คือ ความเจริญรุ่งเรือง ความทันสมัย และสิ่งอำนวยความสะดวกที่พัฒนาไปไกล ด้วยปัจจัยหลายๆด้านสังคมจึงได้พัฒนาเปลี่ยนแปลง ไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนหนาแน่น หลั่งไหลเข้ามาในเมืองด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา เพื่อพัฒนาชีวิตให้ดียิ่งขึ้น แต่ตรงกันข้ามทำไมกลับมีคนเร่ร่อน คนไร้บ้านอยู่จำนวนไม่น้อย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น ภาพของการใช้ชีวิตอย่างน่าสงสาร อย่างดิ้นรน เดินตามข้างถนน เก็บของเก่าขายบ้าง เพื่อจะเเลกกับอาหาร ใช้ชีวิตให้รอดในเเต่ละวัน  สภาวะเหล่านี้อาจถือเป็นประสบการณ์ ทำให้ตั้งข้อสังเกต และสงสัยว่าพวกเขาเหล่านี้มีจุดเริ่มต้นจากไหน ใช้ชีวิตรอดได้อย่างไร ท่ามกลางความเจริญ ผลงานชิ้นนี้ต้องการจะสื่อถึงการใช้ชีวิตประจำวันในด้านต่าง ๆของคนเร่ร่อน คนไร้บ้าน  ทั้งด้านอาหาร ด้านอาชีพ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดความเดือนร้อนเเก่ผู้อื่นแต่อย่างใด มุมมองของคนไร้บ้าน คือ อยากให้ทำความเข้าใจ ยอมรับว่าจริง ๆแล้วพวกเขาไม่ได้เป็นภัยอันตรายกับสังคม อยากให้สังคมให้โอกาสพวกเขาเหล่านี้



    วัสดุที่เลือกใช้ คือ วัสดุที่เหลือใช้ สิ่งของที่ผู้คนบริโภคหมดเเล้ว เเละได้นำทิ้งเกลื่อนกลาด ตามข้างทาง หรือทิ้งไม่เป็นที่เป็นทาง ทำให้สภาพเเวดล้อมเสื่อมโทรม จึงทำให้เกิดเเนวคิดที่อยากจะสร้างสรรค์คุณค่าให้เเก่วัสดุขึ้นมาใหม่ เเละที่สำคัญ สิ่งของเหล่าที่ข้าพเจ้านำมาสร้างสรรค์งานชินนี้ล้วนมีความเชื่อมโยงกับคนเร่ร่อน เช่น 1)กระดาษลัง มักจะเห็นพวกเขาเหล่านี้ นำมันมาไว้เป็นที่รองนั่ง รองนอน 2)ขวดน้ำ มักจะเห็นพวกเขาเดินเก็บขวด นำไปขายหรือไปเเลกอาหาร เพื่อประทังชีพในแต่ละวัน
    โดยใช้เทคนิคการจัดมุม และองศาของหลอดไฟไว้บริเวณพื้นหันหน้าของหลอดไฟขึ้นตามความเหมาะสม ได้สร้างโครงสร้างไว้รับน้ำหนักของวัสดุที่จะมาสร้างเงาบนผนัง โดยการนำเอาเศษไม้เเละกระดาษลังมายึดติดกันเพื่อให้เกิดความมั่นคงของตัวฐาน ตัดวัสดุที่นำมาสร้างเงาเป็นชิ้นส่วนตามที่ข้าพเจ้าต้องการ เเละติดทับกันไปเรื่อยๆจนเกิดภาพเงาบนผนัง ซึ่งภาพเงาที่ปรากฏอยู่บนผนัง คือภาพของเด็กชายที่กำลังนอนอยู่บนกระดาษลัง มีลักษณะท่าทางการนอนที่ดูเเล้ว เกิดความรู้สึกเอ็นดู เกิดความรู้สึกน่าสงสาร  
    ถามว่าทำไมเลือกรูปเด็ก? เพราะว่าเด็กสามารถสื่ออารมณ์ของความน่าเอ็นดู เเละความน่าสงสารได้ดี เเละตนต้องการจะสื่อความหมายว่า เด็กคืออนาคตของชาติ เด็กคือความสดใส เเต่เด็กเหล่านี้ ยังขาดโอกาสจากสังคม นอกจากนี้ ยังได้นำวัสดุมาทำการจัดการหลอดไฟให้เป็นส่วนหนึ่งของงานชิ้นนี้ด้วยครับ



มีอุปสรรคในการจัดผลงานทั้ง 3 ชิ้นนี้ไม๊คะ?
  อุปสรรคในการติดตั้งผลงาน คือ งานของผม ชิ้นที่ และ 2 มันต้องใช้ไฟที่มีความสูงจากพื้นถึงหลอดไฟ
2เมตร60เซนติเมตร มีปัญหาตรงที่หอศิลป์แต่ที่ มีความสูงของเพดานไม่เท่ากัน จึงทำให้เงาเปลี่ยนวิธีแก้ปัญหา ผลงานชิ้นที่ 3 ผลงานเด็กเร่ร่อน ผมจึงปรับเปลี่ยนจากหลอดไฟอยู่บนเพดาน ให้หลอดไฟติดกับตัวงาน เลย ทำให้สะดวกมากขึ้น เวลาติดตั้งงาน เพียงแค่หาผนังที่จะทำเงา และแค่เสียบหลอดไฟ ก็จะได้เงาที่เกิดจากแสงหลอดไฟส่องใส่วัสดุแล้วครับ

หลังจากที่ผลงานของเราได้เผยแพร่ออกไป ส่งผลกับเราอย่างไรบ้าง?
  ได้มีผู้ใหญ่ใจดีมาสนับสนุนผลงาน ซื้อผลงาน ให้ทุนในการทดลองงาน สร้างสรรค์งานต่อไปครับ และมีผู้ใหญ่ติดต่อมาอยากสนับสนุน อยากให้นำผลงานเทคนิคนี้ ชิ้นต่างๆไปจัดแสดง ผมขอขอบพระคุณมากๆครับ



มองอนาคตข้างหน้ากับการทำงานในด้านศิลปะ อย่างไรบ้าง?
  ผมตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ว่า อนาคตผมอยากเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง สามารถสร้างรายได้ให้แก่ตัวเองจากการทำงานศิลปะ ถ้าในอนาคตผมประสบความสำเร็จ ผมอยากจะแบ่งปันความรู้ที่ผมมีทั้งหมดให้แก่สังคม และคนที่อยากเรียนศิลปะ (เพราะว่าก่อนหน้าที่ผมจะมาเรียนต่อเอกจิตรกรรม สาขาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ มมส แห่งนี้ ช่วงผมจะยื่นพอร์ตสมัครเรียน อยากฝึกวาดรูปมากๆ แต่ผมไม่มีโอกาสที่จะเรียนรู้โดยตรงจากบุคคลที่ถนัดศิลปะ จึงทำให้ผมหาความรู้เองจากอินเตอร์เน็ต และดูขั้นตอนการขึ้นโครงสร้าง ลงน้ำหนัก Drawing จากยูทูป สิ่งเหล่านี้เลยทำให้ผมอยากแบ่งปัน

ข้อคิดดีๆ สิ่งที่ได้เรียนรู้อะไรจากการเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
  ผมขอพูดในสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวผมนะครับ ตอนที่ผมมาเรียนปี 1 ที่นี่ วันแรกๆเลย ผมรู้สึกกดดันมากครับ เพราะว่าเพื่อนๆต่างมีความสามารถ มีแต่คนเก่งๆ วันนั้นอาจารย์พาพวกผมไปเขียนแลนด์สเคป ในเขตมหาวิทยาลัย ผมนำกระดาษไป 10 แผ่น แต่ช่วงเลิกเรียนผมได้งานที่พอดูได้กลับมาแค่ แผ่น นอกจากนั้นผมฉีกหมดเลย เพราะผมวาดไม่ได้ ผมกดดัน แต่จุดเปลี่ยนของผมก็คือ ท่านอาจารย์ ดร.ปรีชา นวลนิ่ม เดินมาหยิบดินสอที่ผมวางไว้พื้น ขึ้นมาขีดมาเขียนให้ผมดูว่าการเขียน Landscape มันเขียนแบบไหน ผมเลยทำตามคำแนะนำที่อาจารย์บอก พอทำอีกครั้งแล้วทำได้ จึงเกิดแรงจูงใจ ตั้งแต่วันนั้นผมจึงขยันฝึกฝนฝีมือตัวเองมาโดยตลอดครับ และตอนนี้ผมเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 ผมอยากขอบคุณทางภาควิชาทัศนศิลป์ และวิชาเอกจิตรกรรมมากๆครับ ทั้งสอนศิลปะ ทั้งสอนการใช้ชีวิต ทั้งสอนวิธีการหาเงินระหว่างโดยการทำงานศิลปะไปขาย ผมได้อะไรหลายๆ อย่างมากครับ



อยากให้ฝากบอกน้องๆ ที่อยากจะเข้ามาเรียนในสาขาทัศนศิลป์ ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?
  อยากฝากบอกน้องๆที่ชอบในศิลปะ และต้องการที่จะเข้ามาเรียนต่อที่นี่ อยากให้น้องๆเตรียมใจสบายๆมาครับ ไม่ต้องกดดัน  เมื่อน้องมาเรียน ที่นี่จะกลายเป็นบ้านหลังที่ 2 ของน้องครับ มีพี่ๆที่น่ารักรออยู่ครับ เมื่อเรียนไม่เข้าใจตรงไหน อยากเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับศิลปะ สามารถถามพี่ๆได้ครับ ถ้าพี่ๆ มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น พี่จะแนะนำครับ และยังมีคณาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถอย่างหลากหลาย น้องๆมาเรียนที่นี่ น้องๆ จะได้รับความรู้ อย่างมากมายแน่นอนครับ




Author

ผู้เรียบเรียง : จุฑามาศ ภิญโญศรี
Email : jutamas.p@msu.ac.th
หมายเลขติดต่อภายใน : 0942915414

Related Posts