การอักเสบถือเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนจำนวนมาก ทั้งในรูปแบบอาการปวด บวม แดง ร้อน ไปจนถึงการอักเสบเรื้อรังที่อาจนำไปสู่โรคอื่นๆ ตามมา การค้นหาวิธีการบรรเทาอาการอักเสบที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน จึงเป็นโจทย์สำคัญของวงการวิจัยสุขภาพ
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยรองศาสตราจารย์ ดร.สมศักดิ์ นวลแก้ว อาจารย์กลุ่มวิชา วิทยาศาสตร์ทางเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ริเริ่มงานวิจัย “การพัฒนาตำรับสเปรย์ไพลนาโนต้านการอักเสพ” จึงได้ริเริ่มงานวิจัย เพื่อต่อยอดองค์ความรู้ด้านแพทย์แผนไทย และสมุนไพรพื้นบ้าน มาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริงในปัจจุบัน อีกทั้งเล็งเห็นถึงศักยภาพของ “ไพล” สมุนไพรไทยที่เป็นที่รู้จักมาอย่างยาวนานในด้านสรรพคุณแก้อักเสบ และบรรเทาอาการปวด จึงได้พัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิมด้วยเทคโนโลยีนาโน มาสู่ “ตำรับสเปรย์ไพลนาโนต้านการอักเสบ” ที่สามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ดีกว่าเดิม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ และใช้งานได้สะดวกในรูปแบบสเปรย์พกพา
ผลงานวิจัยนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงการผสานองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไทย และนวัตกรรมสมัยใหม่เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้เกิดผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ตอบโจทย์ทั้งด้านวิชาการ และการนำไปใช้จริง อันเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามมุ่งมั่นสร้างสรรค์เพื่อสังคม
งานวิจัยนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงการผสานองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไทย และนวัตกรรมสมัยใหม่เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้เกิดผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ตอบโจทย์ทั้งด้านวิชาการ และการนำไปใช้จริง อันเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามมุ่งมั่นสร้างสรรค์เพื่อสังคม แต่ยังสะท้อนถึงความพยายามของมหาวิทยาลัยมหาสารคามในการสร้างสรรค์องค์ความรู้ที่ตอบโจทย์สังคมร่วมสมัย สำหรับรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับที่มา กลไกการออกฤทธิ์ และแนวทางการต่อยอดเชิงพาณิชย์ ตลอดจนการสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน
จุดเด่น และกลไกการออกฤทธิ์ของสมุนไพรนี้ชิ้นอยู่ที่ตรงไหน
จุดเด่นของตำรับสมุนไพรที่พัฒนาขึ้นคือสามารถออกฤทธิ์ได้ครบถ้วนตามความต้องการของผู้กลุ่มเป้าหมาย โดยกัญชาและกระท่อมทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นการหลังโดพามีนอ่อนๆ ทำให้ผู้เสพยังคงมีความพึงพอใจอยู่บ้าง ขณะที่ถวัลย์เปรียงช่วยลดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอาการหงุดหงิด รางจืดช่วยเร่งการขับพิษออกจากร่างกาย และตรีผลาเป็นสมุนไพรที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยฟื้นฟูเซลล์ให้กลับมาแข็งแรงได้เร็วขึ้น
ประสิทธิภาพ และผลการทดสอบของยาสมุนไพรเป็นอย่างไรบ้าง
ผลการทดลองเป็นที่น่าพอใจ โดยได้มีการทดสอบในผู้ป่วยที่ผ่านการบำบัดแล้ว และกลับไปอยู่บ้าน พบว่าภายใน 14 วัน อาการต่างๆ เช่น การปวดเมื่อย และการนอนหลับมีการปรับตัวดีขึ้น ผู้ป่วยมีความพึงพอใจสูง ปัจจุบันสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด มีความต้องการขยายการใช้ไปยังพื้นที่ และโรงพยาบาลอื่นๆ จากเดิมที่ทดลองเพียง 2–3 โรงพยาบาล
ผลการรับรอง และการขึ้นทะเบียนผลการรับรองของงานวิจัยชิ้นนี้เป็นอย่างไรบ้าง
ขณะนี้อยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนตำรับยากับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หากได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วก็สามารถผลิตและจำหน่ายได้ต่อไป โดยความร่วมมือกับบริษัท ฟาร์มแคร์ ซึ่งมีโรงงานที่ได้มาตรฐาน GMP PIC/S
ปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินงานวิจัยครั้งนี้มีมากน้อยเพียงใด
โดยรวมแล้วการทำงานร่วมกันเป็นไปด้วยความราบรื่น ปัญหาหลักคือเรื่องงบประมาณ เนื่องจากการผลิตยาต้องใช้งบประมาณสูง แต่โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ฟาร์มแคร์ ทั้งหมด เดิมตั้งใจจะขอทุนจากหน่วยงานภาครัฐ แต่ช่วงเวลาที่ผู้ว่าฯ มาประสานงานตรงกับช่วงที่หมดรอบการอนุมัติทุน จึงต้องใช้ทุนจากภาคเอกชนเป็นหลัก
แนวทางการพัฒนาในอนาคตมีแผนพัฒนางานวิจัยต่อไปในทิศทางใดบ้าง
ขณะนี้การทดลองทางคลินิกได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว แต่มีแผนจะพัฒนาต่อในเรื่องการปรับขนาดโดสยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย เนื่องจากผู้ป่วยมีระดับอาการที่แตกต่างกัน อาจต้องมีการทดลองเพิ่มเติมเพื่อหาขนาดที่เหมาะสมต่อไป
โอกาสในการขยายผลเชิงพาณิชย์ และการนำสู่ชุมชนในการขยายผลเชิงพาณิชย์มีมากน้อยเพียงใด
หากการขึ้นทะเบียนสำเร็จ จะสามารถผลิต และจำหน่ายได้ทันที เนื่องจากโรงงานของฟาร์มแคร์ได้รับมาตรฐานแล้ว
ในแง่การนำงานวิจัยลงสู่ชุมชนเป็นอย่างไร
งานวิจัยนี้ได้ทดลองในกลุ่มผู้ติดยาที่กลับไปอยู่ในชุมชนจริง และในอนาคตจะมีการทดลองเพิ่มเติมในกลุ่มผู้ที่อยู่ในกระบวนการบำบัดโดยตรง ซึ่งจะทำให้สามารถขยายผลได้มากขึ้น นอกจากนี้ ในเชิงการผลิต วัตถุดิบสมุนไพร เล้วนเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ในชุมชน จึงเป็นโอกาสสร้างรายได้ให้เกษตรกรโดยตรง
ฝากถึงมุมมอง และข้อคิดถึงนักวิจัยรุ่นใหม่
ปัจจุบันประเทศไทยมีงานวิจัยเชิงประยุกต์จำนวนมาก แต่สิ่งสำคัญคือต้องออกแบบงานวิจัยให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อให้เกิดการต่อยอดในเชิงพาณิชย์ ในขณะเดียวกัน งานวิจัยเชิงลึกก็ยังจำเป็น เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ดังนั้น นักวิจัยรุ่นใหม่ควรมองทั้งสองมิติไปพร้อมกัน เพื่อให้ระบบการวิจัยของประเทศสมบูรณ์ และยั่งยืน
ช่องทางการติดต่อ
สามารถติดต่อได้ทั้งที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
เบอร์โทรศัพท์ 043 754360
ฟาร์มแคร์ เฟซบุ๊กของฟาร์มแคร์ https://www.facebook.com/pharmcare
เบอร์โทรศัพท์ 084 272 1808